วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

7 สิ่งที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Flipped Classroom


Img: could you repeat all of that again?
ถ้าเบื่อที่จะต้องบรรยายซ้ำๆล่ะก็ ลองทำ Flipped Classroom ดูสิครับ

ถ้าใครอยู่ในแวดวงการศึกษาบ้านเรา ในสองสามปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า Flipped Classroom บ่อยจนบางคนถึงกับหมั่นไส้กันเลยทีเดียวว่า เอะอะ อะไรก็ Flipped Flipped ก็แค่อัดวิดีโอแล้วเอาไปให้เด็กดูแค่นั้นแหล่ะ แต่ที่จริงแล้วแนวคิดของ Flipped Classroom เป็นอะไรที่กว้างและละเอียดกว่าการแค่อัดวิดีโอแล้วเอาไปให้เด็กดู ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีข้อไหนที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Flipped Classroom บ้าง

1. Flipped Classroom ไม่เห็นจำเป็นเลย
ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนนั้น มีไม่เท่ากัน บางคนอาจเรียนรู้ได้ช้า บางคนอาจเรียนรู้ได้เร็ว แต่การบรรยายในห้องเรียนมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาที่มีน้อยและเนื้อหาที่จะต้องสอนให้ครบ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าหากนักเรียนแต่ละคนจะสามารถเปิดวีดีโอการบรรยายเองที่บ้าน จะช้าจะเร็ว จะเปิดซ้ำก็เลือกได้ตามใจ ในขณะที่ผู้สอนก็สามารถที่จะทำวีดีโอการบรรยายที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงรอบเดียวไปเลย จะได้ไม่ต้องบรรยายซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบอีกด้วย

2. Flipped Classroom คือการอัดวีดีโอให้เด็กไปดูที่บ้าน
 ที่จริงแล้วหัวใจของ Flipped คือการกลับเอา "เรื่องง่าย" ไปอยู่นอกห้อง แล้วเอา "เรื่องยาก" มาใส่ในห้องแทน เรื่องง่ายที่ว่าคือการบรรยาย เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กเรียนรู้โดยการรับข้อมูล ต่างจากเรื่องยาก เช่นการบ้านหรืองานที่จำเป็นจะต้องใช้ทักษะมากกว่าการจำและความเข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อที่ผู้สอนเลือกใช้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวีดีโอเสมอไป จะเป็นเว็ปไซต์ 3D เกม simulation หรืออะไรก็ย่อมได้ หากสิ่งนั้นสามารถช่วยให้ผู้สอนบรรลุจุดประสงค์ในการสอนได้

3. สื่อที่ใช้จะต้องทำการอัดเองทั้งหมด
ใครจะไปอยาก Reinventing the wheels หากเนื้อหาที่จะใช้สอนเป็นเนื้อหาที่สามารถหาดูได้อยู่ในแล้วใน Internet คุณอาจจะเลือกมาให้นักเรียนดูก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้มีเว็ปรวบรวมเนื้อหาวิชาเรียนต่างๆมากมายใน Internet ไม่ว่าจะเป็น Khan Academy ที่แม้แต่เจ้าพ่อไมโครซอฟต์อย่างบิล เกตส์ยังใช้สำหรับสอนลูกของเขา หรือแม้แต่ MOOCs อย่าง Coursera หรือ edX ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับใช้กับการสอนได้เป็นอย่างดี

4. เมื่ออัดวีดีโอให้เด็กเรียนในแบบ Flipped Classroom แล้วรูปแบบการสอนของคุณจะพัฒนาขึ้นอย่างอัตโนมัติ
Epistemology ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของปรัชญาที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของความรู้ของมนุษย์ได้หันมาสู่แนวคิดแบบ Constructivism ซึ่งเชื่อว่าความรู้ถูกสร้างโดยมนุษย์ โดยวิธีการเรียนรู้สำคัญๆในแนวคิดแบบ Constructivism ได้แก่ Problem-based, Enquiry-based ที่ผู้สอนมีหน้าที่ "แนะนำ-ช่วยเหลือ" กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งได้ผลที่ดีกว่าการเรียนแบบ Lecture-based ซึ่งผู้สอนมีหน้าที่ "ถ่ายทอด" ข้อมูล ให้ผู้เรียน "ฟัง" ดังนั้น Flipped Classroom เป็นเพียงแค่วิธีทำให้ชั่วโมงเรียนว่างพอสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่สูงกว่าการนั่งฟังบรรยาย โดยนำการบรรยายไปไว้เป็นการบ้านแทน แต่รูปแบบการสอนในห้องจะดีขนาดไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนำเวลาในชั้นเรียนนั้นไปทำอะไรแทน

5. จะอัดวีดีโอแบบไหนก็เหมือนๆกัน
การอัดวีดีโอความยาวเป็นชั่วโมง ให้เด็กดูนั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่านัก (สมาธิคนเราจดจ่อกับอย่างๆนึงได้ดีประมาณ 30 นาที แถมการเรียนในห้องเรียน เป็นชั่วโมงยังจะไม่ไหวเลย จะนั่งดูได้ไงเป็นชั่วโมง) และยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้ศึกษารูปแบบของคอร์สเรียน MOOCs (Massive Open Online Courses) พบว่าวีดีโอของคอร์สเรียนที่ประสบความสำเร็จนั้นมักประกอบไปด้วยลักษณะร่วมดังนี้คือ

  • สั้น (ไม่เกิน 6 นาที)
  • ผู้สอนเป็นคนเอง (เช่น นั่งบนโต๊ะ ไม่ยืนบนโพเดี้ยม)
  • มี สื่อประกอบที่หลากหลาย (มากไปกว่า Powerpoint)
  • ผู้สอนพูดเร็ว (ประมาณ 254 words ต่อนาที)
  • แต่มีช่วยหยุด (เพื่อให้นักเรียนคิดตามทัน)
  • ทำเพื่อใช้สำหรับเรียน online โดยเฉพาะ (เอาวีดีโอการเรียนในห้องมาเปิด online นั้นไม่เวิร์ค)
อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวอาจแตกต่างได้เมื่อกลุ่มทดลองเปลี่ยนไป แต่หลายข้อในนั้นก็ถือเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มทำ flipped นะครับ

6. การอัดวีดีโอนั้นยุ่งยาก
เดี๋ยวนี้มี Application ต่างๆช่วยมากมายไม่ว่าจะเป็น Camtasia (ใน Windows) ซึ่งสามารถติด Add-on ลง Powerpoint เพื่อที่จะกดอัด Video หน้าจอพร้อมกับเปิด สไลด์ ppt ได้เลย หรือง่ายกว่านั้นอีก โดยใช้ Applications ชื่อ Educreations หรือ ShowMe ใน IPad หรือ ExplainEverythings ซึ่งมีทั้งใน ios และ android ก็ได้

7. เราไม่มีทางบังคับให้เด็กดูวีดีโอได้หรอก
หากคุณใช้วีดีโอจากเว็ปอย่าง Khan academy ก็จะมีระบบ Coaching เพื่อเปิดดูสถิติการดูวีดีโอของผู้เรียนได้ โดยระบบจะแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนเปิดวีดีโอไหนไปบ้างแล้วและติดขัดอยู่ที่ไหนหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณสามารถบังคับให้ผู้เรียนทำการบ้านได้ ทำไมถึงจะบังคับให้ผู้เรียนดูวีดีโอไม่ได้หล่ะ?
ให้ทำควิซหรือเขียนสรุปการเรียนรู้มาด้วยเสียเลยก็ยังได้

ที่มา
- Flipped Classroom, Wikipedia [Online] http://en.wikipedia.org/wiki/Flipped_classroom
- Constructivism, Wikipedia [Online] http://en.wikipedia.org/wiki/Constructivism_%28philosophy_of_education%29
- Yvonne Chan, MIT Team Studies MOOCs for Engagement, EdTechTimes [Online] http://edtechtimes.com/2014/08/12/mit-team-studies-moocs-engagement/




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น