วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

เรียนออนไลน์ฟรี!!! เว็ปไซต์อะไรบ้าง?


เมื่อครั้งเริ่มงานที่มหาวิทยาลัยใหม่ๆ เราเคยได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาพูดขึ้นมาว่า "เดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกมามหาลัยฯ เด็กเค้าก็จบ MIT ได้" ไอเรานี่อย่างอึ้งเลยรู้สึกว่าโลกมันเปลี่ยนไปเร็วมาก แต่พอเวลาผ่านไปได้อ่านโน่นนี่มากขึ้นก็ค่อยรู้ความจริงขึ้นบ้างว่าที่อาจารย์เราพูดนั้นมันก็ถูกนะ แต่ไม่ได้ถูกทั้งหมดเสียทีเดียว (แน่ล่ะ ก็อาจารย์พูดวลีนั้นเพื่อดึงดูดคนให้หันมาฟังหนิ) เพราะว่าคนยังขาดความเชื่อถือวุฒิที่มาจากออนไลน์คอร์สกันพอสมควร แต่มันก็มีความเป็นไปได้มากๆเลย ในอนาคตอันใกล้นี้
เพราะปัจจุบันมีคอร์สเรียนออนไลน์ต่างๆผุดขึ้นมามากมายก่ายกองแถมยังมีการพัฒนาคุณภาพอยู่เรื่อยๆอีกด้วย ซึ่งเราจะรู้จักกันในชื่อของ MOOCs (Massive Open Online Courses) แต่ที่เด่นๆนั้นดูเหมือนว่าจะไม่พ้น 6 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเรียนออนไลน์ดังต่อไปนี้จริงๆ

1. Udemy
เว็ปไซต์ Udemy เป็นเว็ปที่ใครก็ได้สามารถสร้างคอร์สเรียนของตัวเองขึ้นมาให้คนอื่นสมัครเข้ามาเรียน ตัวคอร์สที่เราจะสร้างนั้นสามารถเป็นได้ทั้งแบบสมัครฟรีหรือคิดเงิน โดยราคามักจะอยู่ที่ประมาณ $29-$99 ลองคิดดูว่าหากมีคนสมัครเรียนสัก 1,000 คน คนสอนจะได้รับตั้งเท่าไหร่!!! ต่อให้หัก%ไปสัก 2 ใน 3 ก็ยังหลักแสนหลักล้านอยู่ดีเชียวนา แต่หากใครสนใจจะลองหาคอร์สฟรีเรียนก่อนก็น่าสนใจไม่น้อยเชียวนะครับ

Logo ของ Udemy หน้าตาแบบนี้

มีคอร์สให้เลือกเพียบ
จะเรียนก็ได้ จะทำคอร์สสอนก็ดี

2. Coursera
เป็นเว็ปไซต์ที่สร้างขึ้นโดยศาสตราจารย์ทางวิทยาการคอมฯของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด คอร์สเรียนทั้งหมดมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็นแสตนฟอร์ด เพนซิลเวเนีย มิชิแกน หรือแม้แต่พริ้นซ์ตั้นที่ไอน์สไตล์เคยทำงาน ก็รวมอยู่ด้วย ศาสตร์ที่เปิดสอนมีทั้งวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ การแพทย์ สังคมศาสตร์ ไปจนถึงบริหารธุรกิจกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ ฟรี !!! แต่ถ้าเรียนแล้วอยากจะได้ประกาศนียบัตรไว้เป็นประวัติก็คงต้องจ่ายกันสักหน่อย ราคาก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของคอร์สเลย ในคอร์สเรียนก็จะมีตั้งแต่วีดีโอสื่อการสอนซึ่งบางครั้งจะมีควิซสอดแทรกเข้ามา นอกจากนั้นยังมีสไลด์ให้ download และก็มี forumให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกด้วย

Logo ของ Coursera
มีคอร์สให้เลือกเพียบ
ลองเลือก Enroll สักคอร์สนึง
เมื่อเรียนจบคอร์สแล้วก็จะได้ Statement of Accomplishment แบบนี้ด้วย
3. edX
ส่วนเจ้านี้ MIT และ Harvard เป็นคนก่อตั้งขึ้นมา edX ต่างกับ Coursera ตรงที่ edX นั้นเป็น "Non-profit" ในขณะที่ Coursera นั้นเป็น "For-profit" และ edX นั้นทำงานด้วย Opensource platform คอร์สเรียนมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็นวิชา Justice ของ Harvard, Introduction to Linux จาก Linux Foundation หรือ Game design จาก MIT แน่นอนว่าคอร์สส่วนใหญ่คุณสามารถเข้าไปเรียนได้อย่างฟรีๆ

Logo ของ edX
วิชา Justice ของ Michael Sandel น่าสนใจมาก!

ลองเปิดวีดีโอของวิชา Leaders of Learning ดู


4. Udacity 
เมื่อ Vice President ของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google ผันตัวมาก่อตั้งเว็ปไซต์เพื่อการเรียนออนไลน์ร่วมกับเพื่อนๆจาก Stanford คิดดูว่าจะสุดยอดขนาดไหน!! โดยเว็ป Udacity จะเน้นไปที่วิชาทางด้าน IT ตั้งแต่พื้นฐานอย่าง Introduction to Computer Programming ไปจนถึง Advance สุดๆอย่าง High Performance Computer, Responsive web design, หรือแม้แต่ Developing Android Apps ซึ่งสามารถเข้าไปเรียนได้ฟรี แต่หากต้องการผู้ช่วยและ certificate เมื่อเรียนจบคอร์สก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเช่นเดียวกับ Coursera (แน่ล่ะ ก็มีbusiness model เหมือนกันนี่นา)

Logo ของ Udacity
คอร์สส่วนใหญ่ใน Udacity จะเป็นเกี่ยวกับ Computer Science

ลองดูคอร์ส Android สักหน่อย

5. Khan Academy
เว็ปไซต์นี้มีที่มาแปลกกว่าเพื่อน เพราะจุดเริ่มต้นนั้นเป็นแค่วีดีโอสอนเลขที่ Salman Khan อัพโหลดลง YouLike เอ้ย Youtube (ที่จริงก่อนหน้านั้นเค้าใช้ Yahoo! Doodle Notepad) เพื่อเอาไว้ใช้สอนญาติของเขาเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่ามีผู้คน Subscribe เขามากกว่า 2 ล้านคน และมียอดวิวทั้งหมดกว่า 500 ล้านครั้ง (นับถึงเมื่อต้นปี 2015) เว็ปไซต์ Khan Academy คงไว้ซึ่งปรัชญา "Free Education" ทุกคนสามารถสมัครเข้าไปดูวีดีโอกว่า 6,500 คลิปซึ่งสอนวิชาต่างๆตั้งแต่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Coaching สำหรับอาจารย์ได้ดูความคืบหน้าในการเรียนของนักเรียนที่ใช้ Khan Academy อีกด้วย
Logo ของ Khan Academy
วีดีโอใน Khan Academy ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าจอดำๆที่เขียนด้วยสีหลากหลาย

ระหว่างดูวีดีโอจะมีคะแนนให้สะสม เมื่อถึงขั้นที่กำหนดก็จะได้เหรียญตรามาซะด้วย (Level up!)

6. MIT OpenCourseware
หลายครั้งที่เราเล่น Youtube แล้วมีวีดีโอจาก MIT OpenCourseware วิชาต่างๆขึ้นมาเป็น Feed ไม่ว่าจะเป็น Calculus ไปจนถึง AI (Artificial Intelligence) ซึ่งเมื่อเข้าไปดูในเว็ปไซต์ของ MIT ก็จะมีตั้งแต่วีดีโอที่ถ่ายการบรรยายในห้อง Lecture Hall ใหญ่ๆ ไปจนถึงคอร์สที่มีแต่ PDF และก็แนะนำหนังสือไปอ่านเอง ค่อนข้างหลากหลาย หลากมาตรฐานมากเลยทีเดียว แต่ถึงบางคอร์สจะไม่มีวีดีโอให้เรียน อย่างน้อยก็ยังมีเอกสาร หรือหัวข้อเรียนใน Syllabus ไว้ใช้เป็นแนวทางในการเรียนรู้ต่อไปนะจ๊ะ

Logo ของ MIT Open Courseware

Filter คอร์สที่เราต้องการได้เลย

ส่วนใหญ่จะเป็นวีดีโอที่ถ่ายในห้องเรียน
ประโยชน์ของออนไลน์คอร์สเหล่านี้ นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้ตามความสนใจสำหรับนักเรียนและบุคคลทั่วไปที่สนใจแล้ว อาจารย์ทั้งหลายยังสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการทำ Flipped Classroom อีกด้วย! แต่..... ติดอุปสรรคอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือคอร์สเรียนออนไลน์เหล่านี้นั้นเกือบทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นหากใครภาษาอังกฤษติดขัดก็ต้องรีบฟิตซ้อมกันสักหน่อยแล้ว มิฉะนั้นจะเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างใหญ่หลวงเชียวนะ จะบอกให้ !!

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

7 สิ่งที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Flipped Classroom


Img: could you repeat all of that again?
ถ้าเบื่อที่จะต้องบรรยายซ้ำๆล่ะก็ ลองทำ Flipped Classroom ดูสิครับ

ถ้าใครอยู่ในแวดวงการศึกษาบ้านเรา ในสองสามปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า Flipped Classroom บ่อยจนบางคนถึงกับหมั่นไส้กันเลยทีเดียวว่า เอะอะ อะไรก็ Flipped Flipped ก็แค่อัดวิดีโอแล้วเอาไปให้เด็กดูแค่นั้นแหล่ะ แต่ที่จริงแล้วแนวคิดของ Flipped Classroom เป็นอะไรที่กว้างและละเอียดกว่าการแค่อัดวิดีโอแล้วเอาไปให้เด็กดู ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีข้อไหนที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Flipped Classroom บ้าง

1. Flipped Classroom ไม่เห็นจำเป็นเลย
ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนนั้น มีไม่เท่ากัน บางคนอาจเรียนรู้ได้ช้า บางคนอาจเรียนรู้ได้เร็ว แต่การบรรยายในห้องเรียนมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาที่มีน้อยและเนื้อหาที่จะต้องสอนให้ครบ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าหากนักเรียนแต่ละคนจะสามารถเปิดวีดีโอการบรรยายเองที่บ้าน จะช้าจะเร็ว จะเปิดซ้ำก็เลือกได้ตามใจ ในขณะที่ผู้สอนก็สามารถที่จะทำวีดีโอการบรรยายที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงรอบเดียวไปเลย จะได้ไม่ต้องบรรยายซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบอีกด้วย

2. Flipped Classroom คือการอัดวีดีโอให้เด็กไปดูที่บ้าน
 ที่จริงแล้วหัวใจของ Flipped คือการกลับเอา "เรื่องง่าย" ไปอยู่นอกห้อง แล้วเอา "เรื่องยาก" มาใส่ในห้องแทน เรื่องง่ายที่ว่าคือการบรรยาย เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กเรียนรู้โดยการรับข้อมูล ต่างจากเรื่องยาก เช่นการบ้านหรืองานที่จำเป็นจะต้องใช้ทักษะมากกว่าการจำและความเข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อที่ผู้สอนเลือกใช้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวีดีโอเสมอไป จะเป็นเว็ปไซต์ 3D เกม simulation หรืออะไรก็ย่อมได้ หากสิ่งนั้นสามารถช่วยให้ผู้สอนบรรลุจุดประสงค์ในการสอนได้

3. สื่อที่ใช้จะต้องทำการอัดเองทั้งหมด
ใครจะไปอยาก Reinventing the wheels หากเนื้อหาที่จะใช้สอนเป็นเนื้อหาที่สามารถหาดูได้อยู่ในแล้วใน Internet คุณอาจจะเลือกมาให้นักเรียนดูก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้มีเว็ปรวบรวมเนื้อหาวิชาเรียนต่างๆมากมายใน Internet ไม่ว่าจะเป็น Khan Academy ที่แม้แต่เจ้าพ่อไมโครซอฟต์อย่างบิล เกตส์ยังใช้สำหรับสอนลูกของเขา หรือแม้แต่ MOOCs อย่าง Coursera หรือ edX ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับใช้กับการสอนได้เป็นอย่างดี

4. เมื่ออัดวีดีโอให้เด็กเรียนในแบบ Flipped Classroom แล้วรูปแบบการสอนของคุณจะพัฒนาขึ้นอย่างอัตโนมัติ
Epistemology ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของปรัชญาที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของความรู้ของมนุษย์ได้หันมาสู่แนวคิดแบบ Constructivism ซึ่งเชื่อว่าความรู้ถูกสร้างโดยมนุษย์ โดยวิธีการเรียนรู้สำคัญๆในแนวคิดแบบ Constructivism ได้แก่ Problem-based, Enquiry-based ที่ผู้สอนมีหน้าที่ "แนะนำ-ช่วยเหลือ" กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งได้ผลที่ดีกว่าการเรียนแบบ Lecture-based ซึ่งผู้สอนมีหน้าที่ "ถ่ายทอด" ข้อมูล ให้ผู้เรียน "ฟัง" ดังนั้น Flipped Classroom เป็นเพียงแค่วิธีทำให้ชั่วโมงเรียนว่างพอสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่สูงกว่าการนั่งฟังบรรยาย โดยนำการบรรยายไปไว้เป็นการบ้านแทน แต่รูปแบบการสอนในห้องจะดีขนาดไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนำเวลาในชั้นเรียนนั้นไปทำอะไรแทน

5. จะอัดวีดีโอแบบไหนก็เหมือนๆกัน
การอัดวีดีโอความยาวเป็นชั่วโมง ให้เด็กดูนั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่านัก (สมาธิคนเราจดจ่อกับอย่างๆนึงได้ดีประมาณ 30 นาที แถมการเรียนในห้องเรียน เป็นชั่วโมงยังจะไม่ไหวเลย จะนั่งดูได้ไงเป็นชั่วโมง) และยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้ศึกษารูปแบบของคอร์สเรียน MOOCs (Massive Open Online Courses) พบว่าวีดีโอของคอร์สเรียนที่ประสบความสำเร็จนั้นมักประกอบไปด้วยลักษณะร่วมดังนี้คือ

  • สั้น (ไม่เกิน 6 นาที)
  • ผู้สอนเป็นคนเอง (เช่น นั่งบนโต๊ะ ไม่ยืนบนโพเดี้ยม)
  • มี สื่อประกอบที่หลากหลาย (มากไปกว่า Powerpoint)
  • ผู้สอนพูดเร็ว (ประมาณ 254 words ต่อนาที)
  • แต่มีช่วยหยุด (เพื่อให้นักเรียนคิดตามทัน)
  • ทำเพื่อใช้สำหรับเรียน online โดยเฉพาะ (เอาวีดีโอการเรียนในห้องมาเปิด online นั้นไม่เวิร์ค)
อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวอาจแตกต่างได้เมื่อกลุ่มทดลองเปลี่ยนไป แต่หลายข้อในนั้นก็ถือเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มทำ flipped นะครับ

6. การอัดวีดีโอนั้นยุ่งยาก
เดี๋ยวนี้มี Application ต่างๆช่วยมากมายไม่ว่าจะเป็น Camtasia (ใน Windows) ซึ่งสามารถติด Add-on ลง Powerpoint เพื่อที่จะกดอัด Video หน้าจอพร้อมกับเปิด สไลด์ ppt ได้เลย หรือง่ายกว่านั้นอีก โดยใช้ Applications ชื่อ Educreations หรือ ShowMe ใน IPad หรือ ExplainEverythings ซึ่งมีทั้งใน ios และ android ก็ได้

7. เราไม่มีทางบังคับให้เด็กดูวีดีโอได้หรอก
หากคุณใช้วีดีโอจากเว็ปอย่าง Khan academy ก็จะมีระบบ Coaching เพื่อเปิดดูสถิติการดูวีดีโอของผู้เรียนได้ โดยระบบจะแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนเปิดวีดีโอไหนไปบ้างแล้วและติดขัดอยู่ที่ไหนหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณสามารถบังคับให้ผู้เรียนทำการบ้านได้ ทำไมถึงจะบังคับให้ผู้เรียนดูวีดีโอไม่ได้หล่ะ?
ให้ทำควิซหรือเขียนสรุปการเรียนรู้มาด้วยเสียเลยก็ยังได้

ที่มา
- Flipped Classroom, Wikipedia [Online] http://en.wikipedia.org/wiki/Flipped_classroom
- Constructivism, Wikipedia [Online] http://en.wikipedia.org/wiki/Constructivism_%28philosophy_of_education%29
- Yvonne Chan, MIT Team Studies MOOCs for Engagement, EdTechTimes [Online] http://edtechtimes.com/2014/08/12/mit-team-studies-moocs-engagement/